‘คนขับรถบรรทุก’และ ลักษณะการทำงานที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ

ลักษณะการทำงานของพนักงานขับรถบรรทุกที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ

ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินเพลงสิบล้อมาแล้วของวงนกแล ท่อนเพลงสุดคลาสสิคที่ติดหูกันคือ “สิบล้อมาแล้ว สองแถวหลบก่อน พี่ชายอย่าเพิ่งใจร้อน รีบมาอย่าเพิ่งว่ากัน ไม่กลับบ้านมา เป็นเวลาห้าวัน หัวใจใส่เกียร์ไม่ทัน มันปั่นเร็วกว่าลูกล้อ” และหากดูเนื้อเพลงทั้งหมดจะเห็นลักษณะงานของคนขับรถบรรทุกสินค้า ซึ่งไม่ต่างจากเพลงมนต์รักสิบล้อ ร้องโดย ฮิวโก้ สิบล้อ จวบจนปัจจุบันชีวิตการทำงานของคนขับรถบรรทุกก็ยังไม่เปลี่ยนไปนัก คือ ทำงานยากลำบากกว่าจะได้เงินมา แม้บริบทจะเปลี่ยนไปมาก คือ ธุรกิจการขนส่งทางบกเติบโต การพัฒนาเทคโนโลยี การตัดถนนเพิ่ม การจราจรคึกคัก และที่สำคัญคือการพัวพันอยู่กับสถิติการเกิดอุบัติเหตุที่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้รถใช้ถนนในวงกว้าง

การทำธุรกิจขนส่งทางบกด้วยรถขนาดกลาง ขนาดใหญ่ เช่น รถบรรทุก รถโดยสารประจำทาง ที่นอกเหนือจากเรื่องการดำเนินชีวิตประจำวัน ส่งผลให้การจราจรคึกคักหนาแน่น กลายเป็นปัจจัยในการวิเคราะห์สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในด้านปัจจัยคนขับ คือ จากข้อมูลสถิติของกรมการขนส่งทางบก ณ วันที่ 31 มกราคม 2560 จำนวนรถจดทะเบียนสะสมทั่วประเทศมีประมาณ 37 ล้านคันและในจำนวนนี้เป็นรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก 1 ล้าน 2 แสนคัน (ซึ่งเป็นรถบรรทุก 1 ล้านคัน)

การวิเคราะห์สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุทางถนนของหน่วยงานรัฐ องค์การอนามัยโลก องค์การพัฒนาเอกชนสอดคล้องกัน ในแง่พฤติกรรมของคนขับขี่ คือส่วนใหญ่มาจากการขับขี่เร็วกว่าอัตราที่กำหนด ตัดหน้ากระชั้นชิด เมาแล้วขับ ไม่สวมหมวกกันน็อค และสอดคล้องกันในเรื่องจำนวนอุบัติเหตุจำแนกตามประเภทรถ คือ ส่วนใหญ่เป็นรถจักรยานยนต์ รถยนต์นั่ง คนเดินเท้า รถปิคอัพ อัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุอยู่ที่ 36 คน/แสนประชากร

ประเด็นต่อไปคือ การวิเคราะห์สาเหตุในแง่พฤติกรรม ไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาที่แท้จริง เนื่องจากยังมีคำถามต่อไปอีกว่า ทำไมจึงเกิดพฤติกรรมเยี่ยงนั้น ทำไมคนขับรถเร็ว มีแรงจูงใจอะไรนอกเหนือจากอารมณ์ความคึกคะนอง หรือทำไมเกิดอาการหลับใน ง่วงแล้วยังฝืนขับ ซึ่งผู้เขียนต้องการร่วมวิเคราะห์เบื้องหลังของพฤติกรรมการขับรถที่สุ่มเสี่ยงในบางกรณี โดยสัมภาษณ์อดีตพนักงานขับรถของบริษัทขนส่งอาหารและลูกจ้างรับเหมาช่วง อันเป็นการนำเสนอเห็นมุมมองของคนขับรถด้วย

ขอขอบคุณ มติชนออนไลน์
แฟ้มภาพมติชนออนไลน์
เชิด ครเพ็ง อดีตพนักงานขับรถเทรลเลอร์ที่มีประสบการณ์มากว่า 20 ปี เคยขับรถวอลโว่ 400 แรงม้า รถมิตซูบิชิ เกริ่นนำว่า คนขับรถต้องมีใบอนุญาตก่อนทำงาน ต้องรู้จักรถของตัวเอง เรียนรู้เส้นทางสภาพถนนและจากคุณสมบัตินี้ ลำดับต่อไปคือ ขับอย่างไรให้บรรลุเป้าของบริษัท ขับอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ ประหยัดน้ำมัน ขนส่งสินค้าตรงเวลา และปลอดภัยด้วย ซึ่งนั่นคือกลยุทธ์ของบริษัท

กลยุทธ์การขับรถประหยัดน้ำมัน VS การขับรถอย่างปลอดภัย

“ในเรื่องของการขับรถให้ปลอดภัย เราต้องเชื่อการขนส่ง ขนส่งทำให้ทุกคนปลอดภัยได้ แต่ในทางปฏิบัติ เมื่อพูดถึงระบบโลจิสติกส์ สมัยก่อนบริษัทให้เราทำงานไป-กลับได้ โดยไม่กดดันเรามาก แต่มาตอนหลัง เขาเริ่มกดดัน บริษัทอ้างอย่างเดียวว่า เขาขาดทุน แต่เราไม่รู้ว่าเขาขาดทุนอะไร เขาพยายามจะประหยัดค่าใช้จ่ายทุกอย่าง”

วิธีการนั้น คือ ตั้ง rate น้ำมันขึ้นมา ทั้งระบบบริษัทและเถ้าแก่กำหนดที่ 3.2 -3.7 กิโลเมตร/น้ำมัน 1 ลิตร บางแห่งให้เซฟถึง 4.3-5.0 กม./ลิตร พนักงานขับรถจะหาวิธีขับอย่างไรก็ได้เพื่อประหยัดน้ำมันให้มากที่สุดและจะได้เงินรางวัล

เชิด ครเพ็ง เล่าต่อว่า“การขับรถที่ประหยัดน้ำมันมีหลายกรณี แต่กรณีที่แน่ๆ คือการออกตัวรถไม่ใช่การเหยียบออก เพราะเมื่อเราเหยียบออกเท่ากับเราเร่งเครื่องลึก น้ำมันจะออกเป็นเส้น เมื่อน้ำมันออกเป็นเส้นก็ไม่ประหยัดน้ำมัน จึงต้องแตะออก เพื่อให้น้ำมันออกเป็นฝอยก็จะช่วยประหยัดน้ำมัน และขับช้าๆ เรื่อยๆ จนกว่ารถจะลอยลำ เมื่อรถลอยลำไปแล้วด้วยความเร็วที่ 60-70 ก.ม./ช.ม. อย่าพยายามเบรก แม้แต่จอดรถเพื่อขับถ่าย เพราะถ้าเบรกจะทำให้รถล่าช้า ไล่เกียร์ใหม่ทำให้รถสิ้นเปลืองน้ำมัน หากปวดปัสสาวะก็อดกลั้นไว้จนกว่าจะขับไปได้สัก 100-150 กม. กรณีที่ถูกรถเก๋ง รถปิกอัพปาดหน้า คนขับรถมักจะมีอาการหงุดหงิดทันที เพราะต้องไล่เกียร์ใหม่”

“ในระหว่างขับรถลอยลำ หากมีรถข้างหน้าควรแซง เพราะถ้าเบรกจะทำให้รถล่าช้า ไล่เกียร์ใหม่ทำให้รถสิ้นเปลืองน้ำมันได้”

“การจะขึ้นเนิน ไม่ใช่การเหยียบขึ้น พยายามขับลอยลำไม่เบรก ค่อยๆ ไล่เกียร์จนกว่าจะสุดเขา แล้วปล่อยเกียร์ว่างเพื่อให้รถไหลลง แต่ต้องดูจังหวะรถข้างหน้าให้ดี และต้องรู้ว่าโค้งนั้นเป็นรูปเอสหรือรูปอะไร หรือลงแล้วจะขึ้นต่อไหม หรือลงอย่างเดียว ไม่เช่นนั้นจะอันตราย เพราะไม่รู้ว่าจะทำให้หลุดโค้งลงเหวได้หรือไม่ และต้องพยายามตัดโค้งให้มากที่สุด เพราะถ้าหากวิ่งตามโค้งอาจจะหลุดโค้งได้”

สำหรับการประคองรถให้อยู่ในเส้นทาง กรณีปล่อยเกียร์ว่างลงเขา ห้ามเบรกกะทันหัน ให้แตะเบรก เพื่อให้รถช้าลง จาก 140 ให้เหลือ 100 หรือ 90 ไม่เช่นนั้นจะทำให้เบรกแตก หรือไหม้ เบรกบ่อยๆ จะทำให้ลมเบรกหมด ระวังช็อปเบรกไม่ทำงาน จะทำให้เข้าเกียร์ไม่ได้ เหตุเพราะรอบจัด ถ้าไม่จำเป็นหรือถูกบังคับ ห้ามปล่อยเกียร์ว่างโดยเด็ดขาด

มาถึงจุดนี้ นายเชิดย้ำว่า ถ้าไม่จำเป็นอย่าทำเพราะอันตรายมาก หากมีรถกีดขวางจะเบรกไม่อยู่ เนื่องจากรถแบกน้ำหนักสินค้าไว้มาก และความเร็วจะอยู่ที่ 120-140 กม./ชม. อาจชน หรือหลุดโค้ง ลงเหวได้ เช่นตอนลงเขามวกเหล็กหรือบันไดม้า ส่วนใหญ่ผมปล่อยเกียร์ว่าง เขาผึ้ง อุตรดิตถ์ เขาแม่สอด จ.ตาก เขาเด่นชัย จ.แพร่ อ.งาว แม่ทะ เนินอ.เถิน จ.ลำปาง เขาลี้ จ.ลำพูน เขาภูพาน จ.สกลนคร ภาคใต้ เช่น เขาพับผ้า ระหว่างตรังกับพัทลุง เขาตะกั่วป่า พังงา เนินทั่วไป อัตราความเร็วอยู่ประมาณ 140 กม./ชม.
เชิด ครเพ็ง สามารถขับรถประหยัดน้ำมันได้ 4.5 กม./ลิตร ด้วยประสบการณ์กับความชำนาญในเส้นทาง ทำให้สามารถทำงานต่อเนื่องมาได้

การเหมาค่าเที่ยว อีกกลยุทธ์ของการขับรถประหยัดค่าใช้จ่าย

การประหยัดค่าใช้จ่าย ค่าน้ำมันเชื้อเพลงอีกวิธีหนึ่ง คือ การเหมาจ่ายด้วยระบบเถ้าแก่ คือ เหมาทั้งค่าเที่ยวค่าน้ำมัน เงินเดือน หากขับรถให้น้ำมันเหลือ ก็เป็นของคนขับ ถ้าไม่เหลือก็อาจขาดทุนได้

พรชัย แพงรักษา รับจ้างขับรถมาตั้งแต่อายุ 21 ปี ขณะนี้อายุ 55 ปีแล้ว อดีตเป็นลูกจ้างในบริษัท เล่าถึงสภาพการจ้างงานในระบบเถ้าแก่ว่า “ที่ทำอยู่นี่ก็แล้วแต่เวลา จัดเวลาเอาเอง สมมุติว่างาน 3 เที่ยว ถ้าเราอยากให้งานจบเร็ว เราจะต้องวิ่งต่อเนื่อง 14-16 ชม. และจะมีเวลาเหลืออยู่ประมาณ 2-3 ชม. สำหรับพักกินข้าว และหลังจากเราลงของแล้ว (โหลดสินค้าลงจากรถ) เราก็ต้องรีบขึ้นของ ต้องให้เสร็จใน 3 เที่ยว ระยะทางแต่ละเที่ยว อยู่ประมาณ 100 กว่ากม. สมมุติว่าเรามาจากสระบุรีมาลงแถวร่มเกล้า ก็ใช้เวลาวิ่งประมาณ 3 ชม. ขาเดียว แต่ถ้าเป็นสองขาประมาณ 6-7 ชม. เวลาตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับเราว่าจะจัดเวลาพักผ่อนได้แค่ไหน”

“ค่าเที่ยวประมาณ 350, 360-400 ขึ้นอยู่กับระยะทางใกล้ไกล 3 เที่ยวก็อยู่ประมาณ 1,000 กว่าบาท เช่น จากป่าโมกข์ไปดอนเมืองอยู่ประมาณ 250 บาท แต่ถ้าไกลออกไปอีกจากป่าโมกข์ไปลงแถววงแหวนก็ 400 บาท จึงต้องได้ 3 เที่ยวถึงจะอยู่ได้”

เนื่องจากพรชัย มีเวลาพักผ่อนประมาณ 3-4 ชม.น้อยลงจากที่เคยอยู่บริษัท จึงแก้ปัญหาด้วยการให้ภรรยาช่วยขับ อย่างไรก็ตาม เคยประสบอุบัติเหตุ ครั้งล่าสุดขับรถชนรถไถในเวลากลางคืน ที่กำลังวิ่งอยู่ข้างหน้า ไม่มีไฟท้าย ทำให้พรชัยที่ขับมาด้วยความเร็ว 70 กม./ชม.ชนท้ายเข้าอย่างจัง เกือบเสียชีวิต และครั้งหนึ่ง จอดรถบนไหล่ทาง มีคนขี่รถจักรยานยนต์ชนท้าย เสียชีวิต 2 ศพที่จังหวัดลพบุรี
แฟ้มภาพมติชนออนไลน์
การนำประสบการณ์ของพนักงานขับรถพ่วงของบริษัทซึ่งต่างเร่งงาน ขับรถประหยัดน้ำมันเพื่อให้เงินรางวัล ปลดเกียร์ว่างลงเขา รับเหมางาน ทำให้พักผ่อนน้อย เป็นสภาพการทำงานที่กดดัน และเป็นความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ กลยุทธ์ของแต่ละบริษัทต้องการพนักงานขับรถที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างประหยัด แม้ปัจจุบันราคาน้ำมันจะตกลงก็ตาม อีกทั้ง กำหนดให้ขับรถอย่างปลอดภัย ดูแลรถ ดูแลสินค้า ช่วยส่งเสริมงานขายงานตลาดและต้องมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวมต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งหมดคือ ปัจจัยด้านคนขับ แต่ความรับผิดชอบในงานดังกล่าวควรอยู่ในระบบการจ้างงานที่ได้มาตรฐาน เชิด ครเพ็ง ปิดท้ายว่า “อยากจะกล่าวหาว่าผมเป็นคนไม่ดี ผมก็ยอม แต่ผมจำเป็น เข้าใจไหมว่าจำเป็น คุณไม่ได้ทำงานประเภทนี้คุณก็พูดได้ คุณมีเงินเดือนทำงาน 8 ชม. คุณมีเงินเดือนสูงคุณอยู่ได้แล้ว แต่ผมนี่ กว่าจะได้เงินแต่ละบาทต้องอดหลับอดนอน ต้องทนให้เขาด่าว่ามากมายนัก จะเข้าตรอกซอกซอยไหนก็ลำบาก เพราะรถมันใหญ่มันยาว กว่าจะได้เงินมาแต่ละบาทคุณรู้ไหมว่าผมต้องเสี่ยงกับอะไร”
แฟ้มภาพมติชนออนไลน์
ข้อเสนอจากมุมมองของคนขับรถบรรทุก

ปัญหาอุบัติเหตุ ทุกฝ่ายต่างยอมรับว่าเป็นอุปสรรคของการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน โดยกลุ่มคนหนุ่มสาว อายุระหว่าง 15-24 ปี เป็นกลุ่มที่เสี่ยงที่สุด รองลงมาคือกลุ่มคนทำงานวัยกลางคน รัฐจึงควรสร้างตัวชี้วัดระดับนโยบาย คือ การลดอุบัติเหตุจากรถบรรทุกที่ผู้ประกอบการขนส่งทางบกต้องให้ความร่วมมือปรับปรุงลักษณะงาน สภาพการจ้างงานไม่ให้คนขับรถทำงานอย่างกระเสือกกระสน ดิ้นรนกับค่าเที่ยว เพราะถือเป็นเงื่อนไขหนึ่งของการสร้างความปลอดภัยแก่สังคม แม้จะต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านคนขับ ด้านวัสดุ/เครื่องจักรเทคโนโลยีของผู้ประกอบการ (Corporate cost) แต่ช่วยป้องกันการก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายทางสังคม (Social cost) หรือความทุกขเวทนาของผู้ใช้รถใช้ถนนที่มีค่ามากจนไม่อาจจะชดเชยได้